AboutArticle

Fit-Man:
การเขียนบทความเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง ซึ่งช่วงนี้ผมเห็นคนฮิตเขียนบทความมาก ผมเลยคิดว่ากระทู้นี้น่าจะมีประโยชน์และเป็นแนวทางที่ดี เพื่อให้ผู้อ่านทุกท่านที่ชอบและใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่ง บทความของตนจะติดอยู่ใน forum บทความของ tcg ได้บรรลุเป้าหมายสูงสุด เนื่องจากบางท่านประสบปัญหาการเขียนบทความที่ไม่รู้จะเขียน หรือ จบอย่างไร คนอ่านจะเข้าใจไหม หรือเขียนๆ ไป เนื้อหาท่านก็เริ่มนอกเรื่อง ไม่ตรงประเด็น ผมมีวิธีช่วยท่านคับ นั่นก็คือท่านจะต้องมีคุณสมบัติของผู้เขียนบทความ รู้องค์ประกอบของบทความ และรู้ขั้นตอนในการเขียนบทความ

ก่อนที่ท่านจะเริ่มเขียนบทความท่านจะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

1. ความรู้พื้นฐานของเรื่องที่จะเขียน
เป็นหัวใจหลักของการเขียนบทความคับ เพราะถ้าท่านยังมีความรู้ไม่แน่นพอ ท่านก็จะไม่สามารถเขียนบทความที่ละเอียดได้
อย่างเช่น: ถ้าท่านจะเขียนเรื่องการเล่น Anti-Mage ท่านก็จะต้องรู้ข้อมูลเกี่ยวกับ Anti-Mage เป็นอย่างดี

ข้อแนะนำ: ท่านจะต้องหัดเล่น Anti-Mage ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนรู้ทุกซอกทุกมุม

2. ความรู้ของศาตร์แขนงที่เกี่ยวข้อง
การจะเขียนบทความที่ดีได้นั้น ท่านจะต้องรู้ครอบคลุม ไม่ใช่รู้แค่ด้านเดียว
อย่างเช่น: ถ้าท่านจะเขียนเรื่องการเล่น Anti-Mage ท่านก็จะต้องรู้ถึง การเล่น Hero ตัวอื่นด้วย ไม่ใช่ท่านเล่นเป็นแต่ Anti-Mage อย่างเดียวแล้วท่านจะสามารถเขียนบทความให้ออกมาดีที่สุดได้

ข้อแนะนำ: ท่านควรรู้จัก Hero ทุกตัวในเกม และรู้จัก skill ทุก skill ของ Hero ในเกม

ถ้าท่านมี 2 อย่างนี่ครบ ท่านก็สามารถเขียนบทความได้อย่างถูกต้อง และแม่นยำ

--------------------------------------------------------------------------------------------------------


สิ่งที่จะต้องมีเมื่อท่านเริ่มเขียนบทความ (องค์ประกอบของบทความ)

1. จุดประสงค์ของการเขียนบทความ
ท่านจะต้องมีจุดประสงค์ในการเขียนบทความว่า เขียนมาเพื่ออะไร ซึ่งศาตร์ของการเขียนบทความได้แบ่งจุดประสงค์ของการเขียนออกดังต่อไปนี้
- เพื่อให้ข้อมูล
- เพื่อโน้มน้าว หรือชักจูง
- เพื่อสร้างความบรรเทิง
- เพื่ออธิบาย และยกตัวอย่าง
- เพื่อวิเคราะห์ วิจาร์ณ

*1 บทความ สามารถมีได้มากกว่า 1 จุดประสงค์*
ในการเขียนบทความ(ในทีนี้) ส่วนใหญ่เราจะเขียนเพื่อให้ข้อมูล อธิบาย และยกตัวอย่าง

2. ทัศนคติที่มีต่อบทความ
สามารถแบ่งได้เป็น 3 อย่างคือ
- ทัศนคติเชิงบวก
- ทักศนคติเชิงลบ
- ทักศนคติที่เป็นกลาง

ส่วนใหญ่ท่านต้องมีทัศนคติเชิงบวก ต่อ Hero ที่ท่านเขียนอยู่แล้ว ส่วนเชิงลบหรือเป็นกลางจะมีในกรณีที่ท่านวิจาร์ณ หรือโน้มน้าว ชักจูง

3. ผู้อ่าน
อันนี้สำคัญมากคับ ท่านจะต้องรู้ว่าท่านจะเขียนบทความให้ผู้อ่านกลุ่มไหน (อายุ เพศ การศึกษา ๆลๆ)  ซึ่งจะช่วยทำให้ท่านใช้ภาษาในการสื่อสารได้เหมาะสมกับผู้อ่านกลุ่มนั้นๆ
อย่างเช่น: คนส่วนใหญ่ใน tcg จะมีช่วงอายุตั้งแต่ เด็ก วัยรุ่น ถึงกลุ่มคนทำงาน ตรงนี้ไม่มีผลกับการเขียนบทความเท่าใดนัก แต่สิ่งที่ควรพิจารณาคือ ระดับฝีมือของผู้อ่านมากกว่า ซึ่งในทีนี้คือ ผู้เล่นใหม่ ผู้เล่นทั่วไป และผู้ที่เล่นที่ชำนาญ ในบางครั้งท่านอาจจะเขียนบทความให้ผู้อ่านทุกระดับอ่าน แต่ในกรณีเขียนบทความการเล่น Hero นั้น ส่วนใหญ่ผู้ที่อ่านคงเป็นผู้เล่นใหม่ และผู้เล่นทั่วไป และจะมีผู้เล่นที่ชำนาญเป็นส่วนน้อย ดังนั้นท่านก็ควรจะเน้นที่ผู้อ่าน 2 ระดับแรก มากกว่าที่จะเน้นผู้อ่านอย่างหลัง เป็นต้น

ข้อแนะนำ: ห้ามเขียนคำหยาบ และหลีกเลี่ยงการพูดในแง่ลบกับคน เพราะปกติ ไม่มีผู้อ่านคนไหนชอบให้โดนด่าแน่
ปล. ท่านสามารถใช้ภาษาหนัก และเบาในการโน้มน้าวคนได้
ภาษาหนัก เช่น รัก เกลียด ด้อย
ภาษาเบา เช่น ชอบ ไม่ค่อยชอบ ควรปรับปรุง  
ภาษาที่ไม่ควรใช้ กุ [ พี่ขา ~ * ] อ่อน ห่วย ขยะ เพราะเรากำลังเขียนบทความ ไม่ใช่เขียนกระทู้อ่านเล่น  

ท่านจะต้องมีจุดประสงค์ในการเขียนบทความ และรู้ว่าตัวเองจะเขียนบทความให้ออกมาในแนวไหน เนื่องจากว่าท่านไม่ได้เขียนบทความให้ผู้อ่านเพียงคนเดียว แต่ท่านเขียนบทความให้ผู้อ่านหลายๆ คนดังนั้น ท่านควรคำนึงถึงผู้อ่านด้วย ซึ่งหมายถึงการใช้ภาษา และการเรียงประโยค ดังนั้นหากท่านเข้าใจตรงจุดนี้ มันจะทำให้ท่านเขียนบทความที่เข้าใจง่าย สำหรับคนกลุ่มๆ นั้นที่เป็นเป้าหมายที่ท่านอยากให้เขาอ่าน


----------------------------------------------------------------------------------------------------------

ขั้นตอนในการเขียนบทความ

1. หัวข้อ (Title)
ท่านจะต้องมีหัวข้อ ของบทความ ในที่นี้ก็คือ ชื่อกระทู้นั่นเองคับ
การตั้ง Title ที่ดีจะต้องชัดเจน อ่านแล้วไม่กำกวมคับ อย่างเช่น

ชื่อกระทู้: วิธีเล่น Anti-Mage ให้เก่ง<---- Title ดีคับ
ชื่อกระทู้: วิธีเล่น Anti-Mage<---- Title กำกวม

ชื่อกระทู้: เจาะลึก วิธีเล่น Anti-Mage ให้โปร<----- Title ดีคับ
ชื่อกระทู้: เจาะลึก Anti-Mage<------ Title กำกวม


2. การเขียนเนื้อหา (Body) ในการเขียน Body สามารถแบ่งออกเป็นหลายย่อหน้าแล้วแต่ความพอใจของผู้เขียน ซึ่งในส่วนเริ่มต้นจะเป็นการเกริ่นนำ บอกปัญหา บอกแนวทางแก้ไขปัญหา และสรุปเนื้อหาทั้งหมด ในตอนสุดท้าย

การเกริ่นนำ (Introduction) ก็เหมือนเป็นการเรียกน้ำย่อยของผู้อ่าน ก่อนที่จะเริ่มอ่านเนื้อหาที่เขียนอย่างละเอียด

บอกปัญหา (State the problem)
เป็นการนำผู้อ่านให้เข้าสู่เนื้อหาหลัก ที่เราต้องการ
อย่างเช่น: ถ้าเราเขียนเรื่องการเล่น Anti-Mage ปัญหาของ Anti-Mage คืออะไร ให้เราบอกในส่วนตรงนี้ เราก็บอกไปว่า Anti-Mage พลังน้อย ตายง่าย ไม่มีท่าหยุด อะไรก็ว่าไป

บอกแนวทางแก้ไขปัญหา (Thesis statement)
ตรงนี้เราก็จะบอกว่าต้องทำอย่างไรถึงจะแก้ไขปัญหาที่เราบอกได้
อย่างเช่น: ในส่วนของ Sate the problem เราบอกว่า Anti-Mage พลังน้อย ดังนั้นวิธีแก้อาจทำได้โดยการ 1.ซื้อ Bracer ใส่ 2.อับ stat 3.ให้เพื่อนแทง

สรุปเนื้อหา (Conclusion)
ให้เราพูดทวนปัญหาอีกครั้ง แล้วบอกวิธีแก้ไขปัญหา และเมื่อทำตามวิธีนี้ ผลที่ได้จะเป็นอย่างไร
อย่างเช่น: ส่วน Thesis เราบอกให้ซื้อ Bracer ใส่ เมื่อ conclusion เราก็บอกข้อดีของการซื้อ Bracer ใส่ ว่าทำให้พลังเยอะขึ้น ตายยาก อะไรก็ว่าไป

เพื่อให้เกิดความเข้าใจง่ายต่อผู้อ่าน ผมได้เรียงการเขียนใหม่ ดังนี้

I: เกร่นนำ (Introduction)
 A. บอกปัญหา (State the problem)
 B. บอกแนวทางการแก้ไขปัญหา มีกี่วิธี 1 2 3 ... ว่าไป (Thesis Statement)

II: แนวทางแก้ไขปัญหา (Solution)
 A. ต้องทำอย่างไรบ้าง (Main point)
 - หาเหตุผลสนับสนุน ยกตัวอย่าง ๆลๆ
 B. เมื่อทำอย่างนี้ ผลที่ได้คืออะไร (Effects)

III: แนวทางแก้ไขปัญหา 2
 A. ต้องทำอย่างไรบ้าง
 - หาเหตุผลสนับสนุน ยกตัวอย่าง ๆลๆ
 B. เมื่อทำอย่างนี้ ผลที่ได้คืออะไร (Effects)

IV: แนวทางแก้ไขปัญหา 3
 A. ต้องทำอย่างไรบ้าง
 - หาเหตุผลสนับสนุน ยกตัวอย่าง ๆลๆ
 B. เมื่อทำอย่างนี้ ผลที่ได้คืออะไร (Effects)

V: แนวทางแก้ไขปัญหา ....
 A. ต้องทำอย่างไรบ้าง
 - หาเหตุผลสนับสนุน ยกตัวอย่าง ๆลๆ
 B. เมื่อทำอย่างนี้ ผลที่ได้คืออะไร (Effects)

VI: สรุปเนื้อหา (Conclusion)
 A. บอกปัญหาอีกครั้งและทำนายว่าปัญหาจะก่อให้เกิดอะไร (Brief reference to the problem plus prediction)
 B. บอกแนวทางแก้ไขปัญหาอีกครั้ง (Restated Thesis Statement)
 C. บอกผลที่ได้ว่า เมื่อทำตามแนวทางนี้จะได้อะไร (Results)


มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะงง หรือไม่รู้เรื่องเลย ดังนั้นผมจะยกตัวอย่างบทความมาให้ท่านอ่านเพื่อให้ท่านเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น


Title: วิธีเล่น Anti-Mage ให้โปร

Introduction:
สวัสดีคับ วันนี้ผมจะมาแนะนำ Hero ที่ผมชื่นชอบที่สุด นั่นคือ Anti-Mage ซึ่งหลายคน คงรู้จักตัวนี้ดี แต่คงไม่ค่อยพบเห็นใครเล่นสักเท่าไร วันนี้ผมจะนำเสนอวิธีการเล่น Anti-Mage คับ ก่อนอื่นเราต้องมาพูดกันก่อนว่า Anti-Mage นั้น พลังน้อยเหลือเกิน โดนยิงแปปเดียวก็ร่วงแล้ว บางที blink เข้าไปยังไม่ทันฟัน เราตายก่อนแล้ว แล้วเราจะทำอย่างไรดี? (State the problem) วิธีแก้คือให้ซื้อ bracer อับ state และให้เพื่อนแทงคับ (Thesis statement)

Solution:
(First Solution)
ซื้อ bracer ทำได้โดยการผสม Criclet กับ Gauntlets ซึ่งจะได้ + 6str +3 agi +3int ให้ซื้อใส่สัก 2 อัน เราก็จะมีพลังเยอะขึ้นคับ ทำให้เราอึดพอจะรับเวทย์หนักๆ ได้ (Effects)

(Second Solution)
อับ state ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง โดยเราอาจไม่จำเป็นต้องอับ Spell shield ก็ได้ ในกรณีที่เราไม่เจอเวทย์แรงๆ อับ state จะช่วยทำให้เรามีพลังเยอะขึ้น ฟันเร็วขึ้น มีมานาเยอะขึ้น นับว่าคุ้มคับ(Effects)

(Third Solution)
ในการบุก เราควรให้เพื่อนเปิดก่อน โดยให้สาย str เพื่อนเราเข้าไปเป็นตัวล่อ หลังจากนั้นให้เรา blink เข้าฟัน hero สาย int ก่อน ซึ่งการที่เรามีเพื่อนแทงจะช่วยทำให้เราไม่ต้องรับ dmg ทั้งหมดจากศัตรูคับ(Effects)

Counclusion:
ท้ายนี้ผมคิดว่าการที่ตัวนี้เล่นยาก คงเป็นเพราะพลังน้อยเกินไป (Brief) ดังนั้นเราสามารถแก้ได้โดยการซื้อ bracer ใส่ อับ +stat หรือ ให้เพื่อนแทง (Restate Thesis) ซึ่งจะช่วยทำให้เราไม่ตายก่อนที่จะได้ทำอะไรคับ(Results)

********************************************************************


พอเขียนจิงๆ ก็จะได้แบบนี้

Title: วิธีเล่น Anti-Mage ให้โปร

สวัสดีคับ วันนี้ผมจะมาแนะนำ Hero ที่ผมชื่นชอบที่สุด นั่นคือ Anti-Mage ซึ่งหลายคน คงรู้จักตัวนี้ดี แต่คงไม่ค่อยพบเห็นใครเล่นสักเท่าไร วันนี้ผมจะนำเสนอวิธีการเล่น Anti-Mage คับ ก่อนอื่นเราต้องมาพูดกันก่อนว่า Anti-Mage นั้น พลังน้อยเหลือเกิน โดนยิงแปปเดียวก็ร่วงแล้ว บางที blink เข้าไปยังไม่ทันฟัน เราตายก่อนแล้ว แล้วเราจะทำอย่างไรดี? วิธีแก้คือให้ซื้อ bracer อับ state และให้เพื่อนแทงคับ

ซื้อ bracer ทำได้โดยการผสม Criclet กับ Gauntlets ซึ่งจะได้ + 6str +3 agi +3int ให้ซื้อใส่สัก 2 อัน เราก็จะมีพลังเยอะขึ้นคับ ทำให้เราอึดพอจะรับเวทย์หนักๆ ได้

อับ state ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง โดยเราอาจไม่จำเป็นต้องอับ Spell shield ก็ได้ ในกรณีที่เราไม่เจอเวทย์แรงๆ อับ state จะช่วยทำให้เรามีพลังเยอะขึ้น ฟันเร็วขึ้น มีมานาเยอะขึ้น นับว่าคุ้มคับ

ในการบุก เราควรให้เพื่อนเปิดก่อน โดยให้สาย str เพื่อนเราเข้าไปเป็นตัวล่อ หลังจากนั้นให้เรา blink เข้าฟัน hero สาย int ก่อน ซึ่งการที่เรามีเพื่อนแทงจะช่วยทำให้เราไม่ต้องรับ dmg ทั้งหมดจากศัตรูคับ

ท้ายนี้ผมคิดว่าการที่ตัวนี้เล่นยาก คงเป็นเพราะพลังน้อยเกินไป ดังนั้นเราสามารถแก้ได้โดยการซื้อ bracer ใส่ อับ +stat หรือ ให้เพื่อนแทง ซึ่งจะช่วยทำให้เราไม่ตายก่อนที่จะได้ทำอะไรคับ


*******************************************************************


บทความเกี่ยวกับ Anti-Mage ที่ยกตัวอย่างนี้ จะมีทัศนเชิงบวก และมีจุดประสงค์ในการโน้มน้าว ชักจูง ให้ผู้คนทำตาม (ก็คือให้ซื้อ bracer อับ +stat และเพื่อนแทง) เขียนให้ผู้อ่านทุกคน (ผุ้เล่นใหม่ ผู้เล่นทั่วไป และผู้เล่นที่ชำนาญ)

อันนี้เป็นการเขียนบทความอย่างสั้นคับ ลองทำดูท่านจะพบว่า บทความของท่านจะตรงเนื้อหา ตรงประเด็น และไม่ออกนออกลู่ นอกทางเลยคับ ท่านสามารถนำไปประยุกต์กับการเขียนบทความของท่านได้ และสามารถนำไปใช้งานได้จิง แม้กับบทความอื่นที่ไม่ใช่เกม

แนะนำ: หากท่านคิดอะไรไม่ออก ท่านสามารถหากระดาษมา แล้วเขียนอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับ เรื่องที่จะเขียน เช่น ถ้าท่านจะเขียนเรื่อง Anti-Mage ท่านก็ list ไปว่า พลังน้อย blink ได้ มี spell shield เป็นสาย agi ........ ไปเรื่อยๆ ซึ่งเทคนิคนี้เขาเรียกว่าเป็นการระดมความคิด (Brain Storm) จะช่วยทำให้ท่านรู้ว่ามีอะไรให้ท่านเขียนได้บ้าง

------------------------------------------------------------------------------------------------------



ท้ายนี้ในการเขียนบทความ ท่านจะต้องมีจุดประสงค์ด้วยว่า ผู้อ่านอ่านบทความของท่านแล้วเขาจะได้อะไรจากบทความของท่าน และเมื่อท่านสรุปเนื้อหาทั้งหมด ผลออกมาจะต้องเป็นคำตอบของ Title นั้นๆ

ในการเขียนบทความนั้น ปัญหาที่มักจะพบคือ ไม่รู้จะเขียนอะไร หรือเนื้อหาไม่ตรงประเด็น ตอนสุดท้ายก็ไม่รู้จะจบอย่างไร ดังนั้นท่านจะต้องมีความรู้แน่นพอ เกี่ยวกับเรื่องที่จะเขียน รู้ว่าท่านจะเขียนบทความให้ใคร ออกมาในแนวไหน และรู้วิธีเขียน เท่านี้ท่านก็สามารถเขียนบทความให้ออกมาให้ดีที่สุดได้ และการที่บทความของท่านจะเข้าไปอยู่ใน forum ของบทความ tcg นั้นก็จะไม่ใช่เรื่องยากอะไร




เอาใจช่วยทุกคนคับ ^ ^

 

source: http://www.thaicybergames.com/webboard/index.php?topic=13037.0;wap2

edit @ 29 Dec 2007 00:05:11 by muth

การเขียนบทความ


ความหมายและลักษณะของบทความ

       นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้กล่าวถึงความหมายของบทความ และลักษณะที่น่าสังเกตของบทความในหนังสือพิมพ์ไว้ พอสรุปได้ว่า บทความ หมายถึง เรื่องที่ให้สาระ ข้อเท็จจริง ความรู้ เสนอความคิดเห็น แตกต่างจากบันเทิงคดี บทความในหนังสือพิมพ์จะมีลักษณะที่น่าสังเกตคือ จะมีเนื้อหาไม่ยาวมากนัก ใช้ย่อหน้าสั้นๆ นำเรื่องพื้นๆ ที่รู้ๆ กันอยู่แล้วมาตีพิมพ์ หรือนำเรื่องเล็กๆ ที่คนมองข้ามมาเติมสีสันให้น่าอ่าน บทความอาจมีการเน้นเนื้อหาที่ตัวเหตุการณ์และแนวโน้มในอนาคต

       ฉะนั้น บทความจึงเป็นความเรียงประเภทหนึ่งซึ่งมีจุดประสงค์หลายลักษณะ เช่น เพื่อแสดงความรู้ เสนอข้อเท็จจริง ความคิดเห็น ตั้งข้อสังเกต วิเคราะห์วิจารณ์ ฯลฯ โดยต้องเขียนอย่างมีหลักฐาน มีเหตุผล น่าเชื่อถือ หากมีข้อเสนอแนะใดๆ ต้องเป็นไปในทางสร้างสรรค์


ประเภทของบทความ

       เมื่อแบ่งตามเนื้อหา บทความจะแบ่งได้เป็น 11 ประเภท ได้แก่

       1.  บทบรรณาธิการ เป็นบทความแสดงความคิดเห็นลักษณะหนึ่งที่เขียนขึ้นเพื่อเสนอแนวคิดหลักของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นๆ ต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

       2.  บทความสัมภาษณ์ เป็นบทความที่เขียนขึ้นจากการสัมภาษณ์บุคคลเกี่ยวกับความคิดเห็นต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือหลายเรื่อง หรือเกี่ยวกับชีวิตของบุคคลนั้น หรือจากการสัมภาษณ์บุคคลหลายคนในหัวข้อเดียวกัน

       3.  บทความแสดงความคิดเห็นทั่วๆ ไป มีเนื้อหาหลายลักษณะ เช่น หยิบยกปัญหา เหตุการณ์ หรือเรื่องที่ประชาชนสนใจมาแสดงความคิดเห็น หรือผู้เขียนเสนอความคิดเห็นสนับสนุน หรือคัดค้าน หรือทั้งสนับสนุนและคัดค้านความคิดเห็นในเรื่องเดียวกันของคนอื่นๆ เป็นต้น

       4.  บทความวิเคราะห์  เป็นบทความแสดงความคิดเห็นอย่างหนึ่งซึ่งผู้เขียนจะพิจารณาเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เผยแพร่มาแล้วอย่างละเอียด โดยแยกแยะให้เห็นส่วนต่างๆ ของเรื่องนั้น ผู้เขียนเสนอความคิดและวิเคราะห์เหตุการณ์เรื่องราวนั้นอย่างละเอียด แสดงข้อเท็จจริง เหตุผล เพื่อให้ผู้อ่านได้ความรู้ ความคิดเห็นเพิ่มเติม เกิดความคิดที่ชัดเจนยิ่งขึ้น แบ่งเป็น บทความวิเคราะห์ข่าว และบทความวิเคราะห์ปัญหา

       5.  บทความวิจารณ์  เขียนเพื่อแสดงความคิดเห็นในเชิงวิจารณ์เรื่องราวที่ต้องการวิจารณ์ด้วยเหตุผลและหลักวิชาเป็นสำคัญ เช่น “บทบรรณนิทัศน์” ซึ่งแสดงความรู้และความคิดเห็นเกี่ยวกับหนังสือที่พิมพ์ออกใหม่ เพื่อแนะนำหนังสือ “บทวิจารณ์วรรณกรรม” แสดงความคิดเห็นเชิงวิจารณ์และประเมินค่าโดยใช้หลักวิชาและเหตุผล เพื่อให้ผู้อ่านได้รู้จักวรรณกรรมเรื่องนั้นๆ อย่างลึกซึ้ง และ “บทวิจารณ์ศิลปะแขนงอื่นๆ” ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับบทวิจารณ์วรรณกรรมแต่นำผลงานที่เป็นศิลปะแขนงอื่นๆ เช่น ภาพยนตร์ ละคร ภาพเขียน ดนตรี มาวิจารณ์

       6.   บทความสารคดีท่องเที่ยว  มีเนื้อหาแนวบรรยาย เล่าเรื่องเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่มีทัศนียภาพสวยงามหรือมีความสำคัญในด้านต่างๆ เพื่อแนะนำให้ผู้อ่านรู้จักสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ชักชวนให้สนใจไปพบเห็นสถานที่นั้นๆ

       7.  บทความกึ่งชีวประวัติ เป็นการเขียนบางส่วนของชีวิตบุคคลเพื่อให้ผู้อ่านทราบ โดยเฉพาะคุณสมบัติ หรือผลงานเด่นที่ทำให้บุคคลนั้นมีชื่อเสียง ประสบความสำเร็จในชีวิต เพื่อชื่นชม ยกย่อง เจ้าของประวัติ และชี้ให้ผู้อ่านได้แง่คิดเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตให้ประสบความสำเร็จ

       8.  บทความครบรอบปี  มีเนื้อหาแนวบรรยาย เล่าเรื่อง เกี่ยวกับเรื่องราว เหตุการณ์ พิธีการในเทศกาลหรือวันสำคัญ เช่น วันสำคัญทางศาสนา ทางประวัติศาสตร์ ทางวัฒนธรรม เกี่ยวกับบุคคลสำคัญ เป็นต้น ที่ประชาชนสนใจเมื่อโอกาสนั้นมาถึง เช่น  วันวิสาขบูชา วันคริสต์มาส

เป็นต้น

       9.  บทความให้ความรู้ทั่วไป  ผู้เขียนจะอธิบายให้ความรู้คำแนะนำในเรื่องทั่วๆ ไปที่ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น มารยาทการเข้าสังคม การแต่งกายให้เหมาะแก่กาลเทศะและบุคลิกภาพ เคล็ดลับการครองชีวิตคู่ เป็นต้น

       10.  บทความเชิงธรรมะ  จะอธิบายข้อธรรมะให้ผู้อ่านทั่วๆ ไปเข้าใจได้ง่าย หรือให้คติ ให้แนวทางการดำเนินชีวิตตามแนวพุทธศาสนา เสนอหนทางแก้ปัญหาตามแนวพุทธปรัชญา ปัจจุบันบทความลักษณะนี้มีมากขึ้น เพื่อให้ผู้อ่านมีแนวทางการดำเนินชีวิตในสังคมที่วิกฤตได้อย่างปกติสุขมากขึ้น

       11.  บทความวิชาการ มีเนื้อหาแสดงข้อเท็จจริง ข้อความรู้ทางวิชาการเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่งโดยเฉพาะ ผู้เขียนอาจจะเสนอเฉพาะเนื้อหาสาระทางวิชาการหรือเสนอทั้งเนื้อหาสาระข้อเท็จจริง และแสดงความคิดเห็นในเชิงวิเคราะห์ วิจารณ์ก็ได้ หรืออาจเสนอผลการวิจัย


การใช้ภาษาในการเขียนบทความ

       การใช้ภาษาในการเขียนบทความควรพิจารณาใน 3 ประเด็น ได้แก่

       1.  ระดับภาษา

       การเขียนบทความที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ควรพิจารณาใช้ระดับภาษาทั้ง 4 ระดับ ได้แก่ ภาษาปาก ภาษาไม่เป็นทางการ ภาษากึ่งทางการ และภาษาทางการ โดยผู้เขียนจะต้องเลือกใช้ระดับภาษาให้เหมาะสมกับจุดมุ่งหมายของผู้เขียน ประเภทของบทความ เนื้อหา และกลุ่มผู้อ่านเช่น กรณีที่เขียนบทความแสดงความคิดเห็นทั่วๆ ไป บทความวิเคราะห์ข่าว บทความวิเคราะห์ ควรใช้ภาษาพูดในระดับไม่เป็นทางการ จนถึงภาษาพูดและภาษาเขียนระดับกึ่งทางการ หากมีบางตอนหรือบางข้อความที่ต้องการแสดงอารมณ์ ประชดประชัน เหน็บแนม อย่างชัดเจน อาจจะใช้ภาษาพูดระดับภาษาปาก ที่ไม่หยาบคายก็ได้

       กรณีเขียนบทความให้ความรู้ทั่วไป บทความสารคดีท่องเที่ยว ควรใช้ภาษาพูดในระดับภาษาปาก เพื่อให้เกิดความเป็นกันเองกับผู้อ่าน จูงใจให้ผู้อ่านอยากอ่านและปฏิบัติตามคำแนะนำ หรืออาจจะใช้ภาษาพูดในระดับไม่เป็นทางการ หรือกึ่งทางการ ขึ้นอยู่กับเนื้อหาของบทความ และกลุ่มผู้อ่านอีกด้วย

       กรณีเขียนบทความสัมภาษณ์ ควรใช้ภาษาให้เหมาะสมกับผู้ให้สัมภาษณ์ และเรื่องราวที่สัมภาษณ์ รวมทั้งกลุ่มผู้อ่าน ผู้เขียนจึงสามารถเลือกใช้ระดับภาษาได้ตั้งแต่ ภาษาพูดระดับภาษาปาก จนถึงภาษาเขียนระดับทางการ

       กรณีเขียนบทความกึ่งชีวประวัติ บทความวิจารณ์วรรณกรรม บทความวิจารณ์ศิลปะแขนงอื่นๆ ซึ่งต้องการความน่าเชื่อถือ และให้เกียรติแก่งานวรรณกรรมหรือศิลปะ จึงควรใช้ภาษาระดับกึ่งทางการ จนถึงภาษาในระดับทางการ

       กรณีเขียนบทความเชิงธรรมะ และเชิงวิชาการ ควรใช้ภาษาเขียนกึ่งทางการจนถึงระดับทางการ เพื่อให้เกิดความชัดเจน น่าเชื่อถือ

       อย่างไรก็ตาม หากผู้เขียนต้องการสร้างเอกลักษณ์ หรือลีลาการเขียนเฉพาะตน ก็สามารถเลือกใช้ระดับภาษาได้ตามความต้องการของตนเอง

       2.  โวหาร

       กรณีเขียนบทความแสดงความคิดเห็นทั่วไป บทความวิเคราะห์ข่าว บทความวิเคราะห์ปัญหา ควรใช้บรรยายโวหารเป็นหลัก มีโวหารประกอบ เช่น อุปมาโวหาร สาธกโวหาร เทศนาโวหาร เป็นต้น เพื่อแสดงเหตุผลโน้มน้าวใจผู้อ่าน

       กรณีเขียนบทความให้ความรู้ทั่วไป ควรเลือกใช้บรรยายโวหารเป็นหลัก มีโวหารประกอบได้แก่ สาธกโวหาร เพื่อให้เกิดความชัดเจนแจ่มแจ้ง

       กรณีเขียนบทความสารคดีท่องเที่ยว บางตอนควรเลือกใช้พรรณนาโวหาร เพื่อให้เห็นความงดงามของทัศนียภาพ นอกเหนือจากการใช้บรรยายโวหาร ส่วนโวหารประกอบได้แก่ อุปมาโวหาร สาธกโวหาร กรณีที่ต้องการเล่าเกร็ดความรู้ ตำนาน นิทานต่างๆ ประกอบสถานที่

       กรณีเขียนบทความสัมภาษณ์ บทความกึ่งชีวประวัติ บทความวิจารณ์วรรณกรรม หรือศิลปะแขนงอื่นๆ บทความวิชาการ ควรเลือกใช้บรรยายโวหารเป็นโวหารหลัก ส่วนโวหารประกอบได้แก่ สาธกโวหาร

       กรณีเขียนบทความเชิงธรรมะ ควรเลือกใช้บรรยายโวหารเป็นโวหารหลัก ส่วนโวหารประกอบได้แก่ เทศนาโวหาร อุปมาโวหาร และสาธกโวหาร

       3.  ภาพพจน์

       การเขียนบทความควรเลือกใช้ภาพพจน์เพื่อสร้างภาพให้เกิดในความคิด ตลอดจนเพื่อก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ หรือความรู้สึกของผู้อ่าน รวมทั้งแสดงอารมณ์ ความรู้สึกอย่างแท้จริงของผู้เขียน ภาพพจน์จะทำให้งานเขียนมีอรรถรสมากขึ้น และแสดงลีลาการเขียนของผู้เขียนแต่ละคน บทความทุกชนิดสามารถใช้ภาพพจน์ได้ตามความเหมาะสม เช่น

       บทความแสดงความคิดเห็นทั่วไป บทความวิเคราะห์ข่าว บทความวิเคราะห์ปัญหา มักจะใช้การอุปมา อุปลักษณ์ ปฏิภาคพจน์ อติพจน์ ปฏิปุจฉา นามนัย เป็นต้น

       บทความสารคดีท่องเที่ยว มักจะเลือกใช้ภาพพจน์เช่น อุปมา อุปลักษณ์ บุคลาธิษฐาน อติพจน์ สัญลักษณ์ เป็นต้น

       ส่วนบทความชนิดอื่นๆ มักจะเลือกใช้การอุปมา อุปลักษณ์ ปฏิปุจฉา เป็นต้น แต่บทความวิชาการมักจะไม่ใช้ภาพพจน์ในการเขียนบทความประเภทนี้ เพราะต้องการแสดงข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ชัดเจน มากกว่าจะให้เกิดภาพ หรืออรรถรส


ลักษณะของบทความที่ดี

       บทความที่ดีควรมีลักษณะ 4 ประการ ดังนี้

       1.  มีเอกภาพ กล่าวคือ เนื้อหาของบทความมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีทิศทางของเนื้อหาเป็นไปในทางเดียวกัน เพื่อมุ่งสู่ประเด็นหลักที่ต้องการนำเสนอ

       2.  มีสารัตถภาพ กล่าวคือ ผู้เขียนต้องเน้นย้ำประเด็นสำคัญให้ชัดเจนว่าต้องการนำเสนอแนวคิดสำคัญอะไร ด้วยประโยคใจความสำคัญ หรือสาระสำคัญที่โดดเด่น เนื้อความตลอดเรื่องควรกล่าวย้ำประเด็นหลักของเรื่องเสมอๆ

       3.  มีสัมพันธภาพ กล่าวคือ มีความต่อเนื่องสัมพันธ์กันโดยตลอด ทั้งในด้านการเรียบเรียงถ้อยคำ ข้อความ และการจัดลำดับเรื่อง ทุกประโยคในแต่ละย่อหน้า และทุกย่อหน้าในแต่ละเรื่องต้องเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ด้วยการใช้คำเชื่อมข้อความ ได้แก่ คำบุพบท เช่น กับ แต่ แด่ เพื่อ คำสันธาน เช่น และ รวมทั้ง ตลอดจน นอกจากนี้ คำประพันธสรรพนาม เช่น ที่ ซึ่ง อัน เป็นต้น

       4.  มีความสมบูรณ์  กล่าวคือ มีความสมบูรณ์ในด้านเนื้อหา มีเนื้อความชัดเจนกระจ่างแจ้ง อธิบายได้ครอบคลุมความคิดหลักที่ต้องการนำเสนอ ข้อมูลที่นำเสนอเป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง หากเป็นความคิดเห็นต้องมีความสมเหตุสมผล นอกจากนี้ต้องมีความสมบูรณ์ด้านการใช้ภาษา คือ ต้องเลือกใช้ภาษาให้เหมาะสมกับจุดมุ่งหมายการเขียน  ประเภทของบทความ เนื้อหาบทความ และกลุ่มผู้อ่าน นั่นเอง
 
 


ขั้นตอนการเขียนบทความ

 1.  การเลือกเรื่อง ควรคำนึงถึงสิ่งต่างๆ ดังนี้

      -  เลือกเรื่องที่ตนเองสนใจ เป็นที่น่าสนใจ และคนส่วนใหญ่กำลังสนใจ ทันสมัย ทันเหตุการณ์

      -  เลือกเรื่องที่ผู้เขียนมีความรู้ มีประสบการณ์ ตลอดจนเป็นเรื่องที่ผู้เขียนต้องการเสนอความคิดแก่ผู้อ่าน

      -   เลือกเรื่องที่ผู้เขียนสามารถหาแหล่งค้นคว้า หรือหาข้อมูลมานำเสนอในงานเขียนได้

      -   เลือกเรื่องที่มีความยาว ความยาก ความง่าย พอเหมาะกับความสามารถของผู้เขียน เวลาที่ได้รับมอบหมาย หน้ากระดาษ และคอลัมน์ที่ตนรับผิดชอบ

      2.  กำหนดจุดมุ่งหมาย  โดยกำหนดให้ชัดเจนว่าเขียนเพื่ออะไร เช่น ให้ความรู้ เสนอความเห็น โน้มน้าวใจ ให้แนวคิดในการดำเนินชีวิต เขียนให้ใครอ่าน เช่น กลุ่มมวลชน กลุ่มผู้มีการศึกษาสูง เด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ เป็นต้น

      3.  กำหนดแนวคิดสำคัญ หรือประเด็นสำคัญ หรือแก่นเรื่อง ต้องกำหนดว่าบทความเรื่องนี้จะเสนอแนวคิดสำคัญ หรือมีแก่นเรื่องอะไรให้แก่ผู้อ่าน เพื่อจะได้นำเสนอเนื้อหา ถ่ายทอดถ้อยคำประโยคต่างๆ เพื่อมุ่งสู่แก่นเรื่องนั้น

      4.  ประมวลความรู้ ความคิด ต้องค้นคว้าหาข้อมูลให้เพียงพอที่จะเขียน จากแหล่งความรู้ต่างๆ หรือการสัมภาษณ์ผู้รู้ ผู้เกี่ยวข้อง เป็นต้น

      5.  วางโครงเรื่อง กำหนดแนวทางการเขียนว่าจะนำเสนอสาระสำคัญ แยกเป็นกี่ประเด็น ประเด็นใหญ่ๆ มีอะไรบ้าง ในประเด็นหลักมีประเด็นย่อยๆ มีตัวอย่าง มีเหตุผล เพื่อสนับสนุนประเด็นหลักอย่างไรบ้าง การวางโครงเรื่องจะช่วยให้เขียนเรื่องได้ง่าย ไปในทิศทางที่ต้องการ ไม่สับสน ไม่กล่าวซ้ำซาก ไม่นอกเรื่อง

      6.  การเขียน ได้แก่

      -  การเขียนขยายความให้ข้อมูลในแต่ละประเด็น มีการอธิบาย ยกเหตุผลประกอบ กล่าวถึงข้อมูลประกอบ อาจเป็นสถิติ ตัวเลข ตัวอย่างเหตุการณ์ ตำนาน นิทาน เป็นต้น

            -  เขียนคำนำและสรุปด้วยกลวิธีที่เหมาะสมกับประเภทของเนื้อหาบทความ

            -  การใช้ภาษา ควรเลือกใช้ให้เหมาะกับจุดมุ่งหมาย การเขียน ประเภท เนื้อหา ดังที่กล่าวมาแล้ว

            - การสร้างลีลาการเขียนเฉพาะตัว  สร้างได้โดยการเลือกใช้ภาษาให้เป็นเอกลักษณ์ เช่นการใช้ระดับภาษาปาก เล่นคารมโวหาร มีคำเสียดสี มีการแสดงความรู้สึกอย่างชัดเจน หรือมีการสร้างคำใหม่มาใช้อยู่เสมอๆ เป็นต้น
 


ตัวอย่างบทความ

                                                   ( สุชัญญา วงค์เวสช์ เรียบเรียง)


วัยรุ่นกับความรุนแรง


          นับจากต้นปีที่ผ่านมา จะมีข่าวที่วัยรุ่นก่อความรุนแรงมากมาย เช่น ข่าวที่วัยรุ่นใช้ปืนยิงเพื่อนนักเรียนเสียชีวิต  ยกพวกตีกันระหว่างสถาบัน และล่าสุด คือเมื่องานคอนเสิร์ตทรัพย์สินทางปัญญา ได้มีวัยรุ่นประมาณ  1,000  คน ยกพวกตีกันจนทำให้มีผู้เสียชีวิต 2  ราย   ปัญหาเหล่านี้ จัดว่าเป็นปัญหาทางสังคม ที่นับวันได้มีแนวโน้มที่แสดงออกถึงการทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

          “วัยรุ่น”เป็นวัยที่ผู้คนมักเรียกกันว่า  “วัยหัวเลี้ยวหัวต่อ”  เพราะวัยนี้พยายามที่จะค้นหาความเข้าใจในตนเอง ยิ่งในโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารทำได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้โลกทัศน์ของวัยรุ่นกว้างขึ้น บางคนก็ค้นพบตนเองในทางที่ถูกต้อง  แต่บางคนกลับหันเหไปในทางที่ผิด ทำให้เป็นบ่อเกิดของปัญหาที่เราเห็นในปัจจุบัน

          ถ้าจะวิเคราะห์ถึงปรากฏการณ์ของความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับวัยรุ่นในขณะนี้  คิดว่าคงจะมีสาเหตุมาจากหลายๆด้าน  ทั้งการเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์ของวัยรุ่น  สภาพครอบครัว  สภาพสังคมต่างๆ ที่เป็นตัวหล่อหลอมพฤติกรรมของวัยรุ่นผ่านสื่อต่างๆ ทั้งภาพยนตร์  วีดีโอ  เกม ที่ล้วนมีผลต่อความรุนแรง  เข้าไปอยู่ในจิตใต้สำนึก โดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว

          สิ่งสำคัญที่สุดที่จะบ่งชี้ถึงพฤติกรรมของวัยรุ่น  ก็คือครอบครัว เพราะครอบครัวเป็นสถาบันที่มีอิทธิพลสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของวัยรุ่น    ครอบครัวจะเป็นหน่วยพื้นฐานที่คอยเสริมสร้างประสบการณ์ของเด็กเมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่น  ความสัมพันธ์กับบุคลในครอบครัวจะยุ่งยากสลับซับซ้อนมากขึ้น และมักจะเกิดปัญหาขัดแย้งกันเสมอๆ  เราจะสังเกตได้ง่ายๆ ว่าวัยรุ่นเริ่มมีความรู้สึกอยากเป็นอิสระ   ไม่อยากให้ใครมาบังคับ และต้องการเป็นตัวของตัวเอง  ดังนั้นส่วนสำคัญที่สุด คือพ่อ แม่ ที่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูก  ควรให้คำปรึกษา เข้าใจในชีวิตของเด็กวัยนี้  ไม่ขัดขวาง ห้ามในสิ่งที่เขาต้องการค้นหา แต่ควรให้คำปรึกษาที่ดี เพราะเด็กวัยนี้ ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ

          โดยทั่วไปแล้วเด็กวัยรุ่นมักจะเกิดความขัดแย้งกับพ่อแม่เสมอ ทำให้หันเหชีวิตไปหาเพื่อนเป็นส่วนใหญ่ กลุ่มเพื่อนจึงเป็นสิ่งแวดล้อมที่วัยรุ่นให้ความสำคัญเหนืออื่นใดจึงเกิดการเกาะติดความเป็นพรรค เป็นพวก สืบเนื่องไปจนถึงความเป็นสถาบัน  และยึดถือปฏิบัติกฎเกณฑ์ที่รุ่นพี่ในสถาบันตั้งขึ้น เราจึงเห็นกลุ่มวัยรุ่นต่างสถาบันยกพวกตีกันมาตั้งแต่สมัยรุ่นปู่  รุ่นพ่อ สืบมาจนถึงรุ่นปัจจุบัน 

          จากสาเหตุที่ทำให้วัยรุ่นใช้ความรุนแรงในการตัดสินปัญหา  ทำให้เราเห็นว่าครอบครัวน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด ในการปลูกฝังอบรมเด็กสร้างบุคลิกภาพที่ดีให้แก่เด็กเมื่อเขาโตขึ้นและย่างเข้าสู่วัยรุ่น พ่อ แม่ต้องเป็นส่วนสำคัญในการชี้แนวทางการดำเนินชีวิต การแก้ไขปัญหาต่างๆด้วยวิธีที่ถูกต้อง  และต้องเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของวัยรุ่น   ไม่ดุด่า  หรือปล่อยจนเกินไป เพราะสาเหตุเหล่านี้จะทำให้วัยรุ่นกลายเป็นคนที่ก้าวร้าว  และตีตัวออกห่างจากครอบครัว ไปมั่วสุมกับเพื่อนๆ และเลือกเดินในแนวทางที่ผิดจนกลายเป็นปัญหาของสังคมอย่างที่ปรากฏในปัจจุบัน

***********************************


   ความหมายของบทความ
          บทความ คือ ความเรียงที่เขียนขึ้นโดยมีหลักฐานข้อเท็จจริง และในเนื้อหานั้น ผู้เขียนได้แทรกข้อเสนอแนะเชิงวิจารณ์ หรือสร้างสรรค์เอาไว้ด้วย

ลักษณะเฉพาะของบทความ 
๑. ต้องเป็นเรื่องที่ผู้อ่านส่วนมากกำลังสนใจอยู่ในขณะนั้น อาจเป็นปัญหาที่คนกำลังอยากรู้ว่าจะดำเนินต่อไปอย่างไร หรือมีผลอย่างไร หรือเป็นเรื่องที่เข้ายุคเข้าสมัย
๒. ต้องมีแก่นสาร มีสาระ อ่านแล้งได้ความรู้ หรือความคิดเพิ่มเติม มิใช่เรื่องเลื่อนลอยไร้สาระ
๓. ต้องมีข้อทรรศนะ ข้อคิดเห็น ตลอดจนข้อเสนอแนะของผู้เขียนแทรกด้วย
๔. มีวิธีเขียนชวนให้อ่าน อ่านแล้วท้าทายความคิด และสนุกเพลิดเพลิน จากความคิดในเชิงถกเถียงโต้แย้งนั้น
๕. เนื้อหาสาระและสำนวนภาษาเหมาะสมสำหรับผู้อ่านที่มีการศึกษาอยู่ในเกณฑ์ดี เพราะผู้อ่านที่มีการศึกษาน้อยนิยมอ่านข่าวสดมากกว่าบทความ

ลักษณะที่แตกต่างและเหมือนกันของบทความ เรียงความ และข่าว
๑. รูปแบบ เรียงความและบทความมีรูปหรือแบบของการเขียนเหมือนกัน คือ มีโครงเรื่องอันประกอบด้วยสามส่วนใหญ่ๆ ได้แก่ คำนำ เนื่องเรื่อง และสรุป หรือคำลงท้าย การตั้งชื่อเรื่องหรือหัวเรื่องอาจเหมือนหรือคล้ายคลึงกัน ส่วนข่าวเป็นการเสนอเรื่องรวมหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง สาระสำคัญของข่าวอยู่ที่ความนำอันเป็นย่อหน้าแรกของการเขียนข่าว ส่วนย่อหน้าต่อ ๆ มา มีความสำคัญลดหลั่นกันลงมาตามลำดัสุดท้ายอาจตัดทิ้งไปได้ โดยไม่เสียความถ้าเนื้อที่กระดาษจำกัดบ จนกระทั่งถึงย่อหน้า

๒. ความมุ่งหมาย บทความนั้นเขียนขึ้นเพื่อเสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับ เรื่องหรือ เหตุการณ์นั้นๆ ส่วนเรียงความเป็นการเขียนเพื่อ แสดงความรู้เกี่ยวกับหัวข้อเรื่องนั้นแต่เพียงเรื่องเดียว

๓. เนื้อเรื่อง หัวข้อเรื่องของบทความต้องทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ อยู่ในความสนใจของผู้อ่านขณะนั้น เวลาผ่านไปเพียงสัปดาห์หนึ่ง หรือมากกว่านั้น ก็อาจล้าสมัยไป ส่วนเรียงความจะหยิบยกเอาเรื่องใด ๆ ทั้งที่เป็นรูปธรรม และนามธรรมเขียนก็ได้ และหัวข้อเรื่องเดียวกันนี้จะเขียนเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ถือว่าล้าสมัย แต่ข่าวมีอายุอยู่ ๒๔ ชั่วโมงเท่านั้น ถ้าเสนอข่าวช้าไปสักวันหรือสองวันก็ไม่น่าสนใจเสียแล้ว

๔. วิธีเขียน วิธีเขียนเรียงความนั้นใคร ๆ ก็รู้จักวิธีเขียนและเขียนได้ ส่วนมากเป็นการเขียนแบบเรียบๆ ไม่โลดโผน แต่บทความจะต้องมีวิธีเขียนอันชวนให้อ่าน ให้ติดตามเนื้อเรื่อง การเขียนข่าวต้องตอบปัญหา ๕ ข้อ คือ ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ และทำไม ต้องเสนอข่าวเท่าที่เกิดขึ้นจริง เขียนอย่างสั้นและตรงไปตรงมา ไม่มีข้อคิดเห็นของผู้เขียน ไม่มีแม้แต่ชื่อผู้เขียนข่าว ต้องเป็นข่าวสดจริงๆ เป็นการเขียนเพื่อให้ชนทุกชั้นอ่าน และไม่แสดงอารมณ์ ความรู้สึกของผู้เขียน ผู้อ่านจะไม่รู้เลยว่าผู้เขียนเป็นบุคคลชนิดใด รู้สึกนึกคิดอย่างไร
ประเภทของบทความ
          บทความแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ๒ ประเภท คือ บทความเชิงสาระ (Formal Essay) และบทความเชิงปกิณกะ (Informal Essay) บทความเชิงสาระ จะเน้นหนักไปทาง วิชาการ ผู้เขียนต้องการอธิบายความรู้อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นสำคัญ ไม่คำนึงถึงการใช้สำนวนโวหาร หรือความเพลิดเพลินของผู้อ่าน เพราะถือว่าผู้อ่านต้องการปัญญาความคิดกับผู้อ่านบ้าง แต่ต้องถือว่าเป็นความมุ่งหมายรอง เพราะผู้อ่านบทความเชิงปกิณกะพร้อม ๆ กับใช้ความรู้สึกสนุกสนาน เพลิดเพลินแก่ผู้อ่านด้วย
          เนื่องจากบทความ เป็นการเขียนที่ยังนับว่าใหม่ วิธีเขียนก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ บทความสมัยนี้ค่อนข้างจะมีลักษณะผสมผสานกันทั้งเชิงสาระและปกิณกะ ถ้าจะแบ่งตามเนื้อเรื่องของบทความแล้ว ยังแบ่งออกไปได้หลายประเภท ดังนี้

๑. บทความแสดงความคิดเห็น เป็นบทความที่ผู้เขียนหยิบยกเอาปัญหาในสังคมนั้นขึ้นมาเขียน เช่น ปัญหาของส่วนรวม ได้แก่ ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง การศึกษา การคมนาคม การโจรกรรม ฯลฯ และปัญหาส่วนบุคคล ได้แก่ การป้องกัน อาชญากรรม การรักษาความปลอดภัยให้ตนเอง การประกันชีวิต ฯลฯ บางครั้งผู้เขียนอาจจะเขียนโต้ตอบบทความที่ผู้อื่นเขียนขึ้นเพื่อแสดงความคิดในแนวหนึ่งแนวใด ปัญหาที่มีข้อขัดแย้งนี้ มักจะมีข้อคิดแตกต่างกันไปเป็นสองแนว คือ ความคิดในแนวยอมรับ และโต้แย้ง ผู้เขียนอาจจะเลือกแสดงความคิดเห็นแนวใดแนวหนึ่งก็ได้ หรือแสดงความคิดเห็นของคนทั่วไปในทุก ๆ ด้านก็ได้ เพื่อปล่อยให้ผู้อ่านพิจารณาตัดสินเอาเอง
          วิธีเขียนบทความแสดงความคิดเห็นนี้ ผู้เขียนต้องเริ่มต้นด้วยการแยกแยะปัญหาให้กระจ่างชัด เสียก่อนว่า คืออะไร วิธีแก้ปัญหามีอย่างไร ผู้เขียนเห็นชอบด้วยวิธีไหน เหตุที่ชอบ และไม่ชอบด้วย และควรย้ำความคิดเห็นของตนให้เห็นอย่างเด่นชัดอีกครั้งในตอนท้าย

๒. บทความประเภทสัมภาษณ์ เป็นบทความที่แสดงความคิดเห็นของบุคคล เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ ผู้เขียนบทความ ควรรู้จัก เลือกบุคคลที่จะสัมภาษณ์ 
          วิธีเขียนบทความนี้ ควรมีเทคนิคการเขียนที่ช่วยให้ผู้อ่านมีความสนใจที่จะติดตามเรื่องโดยตลอด ดังนั้นผู้เขียนจึงไม่ควรเขียนเฉพาะเจาะจงตรงที่ถ้อยคำเป็นคำถามและคำตอบเท่านั้น แต่อาจแทรกสิ่งอื่น ๆ ลงไปด้วย

๓. บทความประเภทกึ่งชีวประวัติ มีลักษณะคล้ายกับบทความประเภทสัมภาษณ์ต่างกันในแง่ที่บทความประเภทสัมภาษณ์ ต้องการแสดงข้อคิดเห็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ส่วนบทความเชิงชีวประวัตินั้น ต้องการแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับตัวบุคคลที่ให้สัมภาษณ์ แต่ไม่ได้เน้นที่อัตชีวประวัติ กลับไปเน้นที่ความสามารถและคุณสมบัติพิเศษที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่กว่าบุคคลทั่วไป เขามีวิธีการในการดำรงชีวิต ตลอดจนการปฏิบัติตนอย่างไร เรื่องชีวประวัติเป็นสิ่งสำคัญรองลงมา ข้อมูลที่เก็บมาเขียนนั้นอาจจะได้จาก การสัมภาษณ์บุคคลนั้นเองแล้ว อาจได้มาจากการสอบถามบุคคลแวดล้อม ซึ่งมีทั้งญาติมิตร และศัตรู ตลอดจนเอกสารและผลงานต่างๆ ที่เขาเคยสร้างสมไว้ เราจะไม่พูดถึงเรื่องราวส่วนตัวมากเกินไป เพราะไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นการเขียนชีวประวัติบุคคลสำคัญ

๔. บทความประเภทคำแนะนำ เป็นบทความที่ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือ อธิบายวิธีการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในการเขียนควรเลือกเรื่องที่ดึงดูดความสนใจ และผู้อ่านสามารถทำความเข้าใจ ตลอดจนปฏิบัติตามได้ไม่ยาก หัวข้อที่จะเลือกมาเขียนมีกว้าง เช่น เรื่องเกี่ยวกับปัจจัย เป็นต้นว่า
- วิธีประดิษฐ์ของใช้ต่างๆ ส่วนมากทำจากวัสดุที่หาง่าย ราคาย่อมเยา หรือของที่ไม่ใช้แล้ว เช่น วิธีทำพรมเช็ดเท้าจากเศษผ้า ทำดอกไม้ปักแจกันจากรังไหม
- วิธีตัดเย็บเสื้อผ้า สำหรับคนในครอบครัวเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย
- วิธีปรุงอาหาร
- วิธีรักษาทรวดทรง
- วิธีเลี้ยงเด็ก
- วิธีเย็บปักถักร้อย
และอื่นๆ
วิธีเขียนบทความประเภทนี้ควรจะยึดหลักในการให้คำแนะนำว่า สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายน้อย ยิ่งประหยัดได้เท่าไหร่ยิ่งดี ไม่ต้องใช้ฝีมือสูง เป็นของที่คนส่วนมากทำได้ และทำได้สะดวกไม่เสียเวลาในการทำสิ่งเหล่านั้นมากจนเกินไป ควรบอกเคล็ดลับในการทำให้ผู้อ่านปฏิบัติตามได้ง่าย และทำได้ผลจริง ๆ นอกจากนี้ควรระวังลีลาการเขียน ถ้าเขียนแบบจริงจัง มีแต่เนื้อหาอันเป็นหลักวิชาความรู้ ก็จะกลายเป็นตำราในแนววิชานั้นๆ
๕. บทความประเภทให้แง่คิด โน้มน้าวใจหรือกระตุ้นให้ทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้เขียนอาจเขียนอย่างตรงไปตรงมา หรือเขียนในเชิงอุปมาอุปไมยก็ได้ การเขียนเชิงอุปมาอุปไมยนั้นจะเขียนถึงสิ่งอื่นผูกเป็นเรื่องราวต่อเนื่องกันโดยตลอด ข้อความทั้งเรื่องจะแทนความคิดที่ต้องการให้ผู้อื่นทราบ เช่น กล่าวถึงสัตว์ฝูงหนึ่ง แต่เดิมเคยอยู่เป็นสุขรักใคร่สามัคคีกัน ต่อมาเกิดทะเลาะวิวาทกันแยกตัวไปอยู่ที่อื่นเป็นจำนวนมาก ไม่ช้านักสัตว์ฝูงนั้นก็ถูกสัตว์ฝูงอื่นรักแก ล้มตายหมดสิ้น เรื่องทั้งหมดนี้เป็นการแทนความคิดของผู้เขียนที่จะใช้ชี้ให้เห็นโทษของการแตกความสามัคคี เรื่องที่นำมาเขียนอาจเป็นการให้แง่คิดทั่วไป เช่น การประหยัด การทำตนเป็นพลเมืองดี ความรักชาติ ฯลฯ
๖. บทความประเภทท่องเที่ยวเดินทาง สมัยนี้การท่องเที่ยวชมภูมิประเทศหรือสถานที่แปลกๆ ใหม่ ๆ มีผู้นิยมกันมากขึ้นทั้งในและนอกประเทศ เป็นการเปิดหูเปิดตา เป็นการทัศนศึกษาไปในตัว บทความประเภทนี้จึงเกิดขึ้นมีจุดมุ่งหมาย ชี้ชวน แนะนำ หรือกระตุ้นเตือนให้ผู้อื่นเกิดความรู้สึกอยากจะไปพบเห็นด้วยตนเอง สถานที่ใดที่แปลกใหม่ที่คนยังไม่กล้าที่จะไปเที่ยว ดังนั้นบทความแบบนี้จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ที่รักการทัศนาจร 
วิธีเขียนบทความนี้ผู้เขียนควรจะมีประสบการณ์ด้วยตนเองมาก่อน และได้เดินทางไปจนถึงสถานที่นั้นๆ ได้สังเกต จดจำสิ่งต่างๆ มาเป็นอย่างดี แล้วถ่ายทอดประสบการณ์นั้นๆ ออกมาเป็นตัวหนังสือ นอกจากจะบอกข้อเท็จจริงต่างๆ แล้ว ข้อสังเกต คำแนะนำ เกร็ดเล็กๆ น้อยๆ คำเตือนใจหรือข้อระวังในการปฏิบัติตนระหว่างเดินทางที่ผู้เขียนเคยได้ประสบหรือผิดพลาด จะช่วยให้เรื่องน่าอ่านยิ่งขึ้น
๗. บทความประเภทวิชาการ เป็นบทความที่ผู้เขียนประสงค์จะให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งทางวิชาการ เช่น วิทยาศาสตร์ ปรัชญา จิตวิทยา รัฐศาสตร์ เป็นต้น
๘. บทความประเภทครบรอบปี บทความประเภทนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับเหตุการณ์ พิธีการ เทศกาล หรือวันสำคัญที่ประชาชนสนใจ เมื่อโอกาสหรือเรื่องราวเหล่านั้นเวียนมาบรรจบครบรอบ เช่น 
มกราคม มีเรื่องราวเกี่ยวกับ วันขึ้นปีใหม่ วันครู วันเด็ก 
กุมภาพันธ์ " วันมาฆบูชา 
เมษายน วันจักรี วันอนามัยโลก วันสงกรานต์
พฤษภาคม วันพืชมงคล วันฉัตรมงคล 
กรกฎาคม วันเข้าพรรษา วันอาสาฬหบูชา 
สิงหาคม วันเฉลิมพระชนมพรรษา
กันยายน เทศกาลสารทไทย
ตุลาคม การทอดกฐิน วันปิยมหาราช
พฤศจิกายน เทศกาลลอยกระทง วันสาธารณสุข
ธันวาคม วันเฉลิมพระชนมพรรษา 
วันรัฐธรรมนูญ วันสิ้นปี
๙. บทความประเภทวิจารณ์ ผู้เขียนจะต้องพิจารณาข้อเท็จจริง ลักษณะและคุณสมบัติต่างๆ ของเรื่องที่จะวิจารณ์อย่างถี่ถ้วน โดยอาศัยหลักวิชา เหตุผลหรือข้อเท็จจริงตัดสินว่าดีหรือไม่ดี ควรหรือไม่ควรอย่างไร บทความประเภทวิจารณ์นี้ แบ่งย่อยได้เป็น ๓ ประเภท คือ

ก. บทความวิจารณ์หนังสือ ผู้เขียนจะต้องมีความรู้กว้างขวางในวิชาการหลายแขนง เพื่อเป็นแนวในการพิจารณาคุณค่าของหนังสือเรื่องนั้น ผู้เขียนจะวิจารณ์โดยใช้ความรู้สึกส่วนตัวไม่ได้ ต้องอาศัยหลักวิชา หยิบยกประเด็นต่างๆ ของหนังสือมากล่าวว่าดีหรือไม่ดี เหมาะสมหรือไม่อย่างไร เช่น การวิจารณ์นวนิยายเรื่องหนึ่ง ประเด็นที่จะต้องพิจารณาคือ การใช้ภาษา เค้าโครงเรื่อง การจัดฉาก ลักษณะตัวละคร การวาดภาพตัวละคร ความสมจริงการดำเนินเรื่อง การคลี่คลายเรื่อง ผู้วิจารณ์ต้องกล่าวทั้งแง่ดีและแง่ไม่ดี ท้ายสุดผู้วิจารณ์ต้องสรุปข้อคิดเห็นของตนเองว่าหนังสือเรื่องนั้น มีคุณค่าควรแก่การอ่านหรือไม่ เพียงใด
ข. บทความวิจารณ์ข่าว มีมูลเหตโดยตรงมาจากข่าวและเป็นข่าวที่ก่อให้เกิดปัญหาขึ้นในกลุ่มชน อาจเป็นปัญหาส่วนรวมหรือส่วนบุคคลก็ได้ ผู้เขียนจะต้องศึกษาที่มาของข่าว ตลอดจนผลอันเกิดขึ้นเนื่องจากข่าวนั้น แล้วนำมาเขียนวิจารณ์แสดงข้อคิดเห็นของตน ว่าควรหรือไม่อย่างไร ตามเนื้อหาของข่าว และอาจแสดงข้อคิดเห็นเพิ่มเติมเป็นเชิงเสนอแนะด้วย
ค. บทความวิจารณ์การเมือง ผู้เชี่ยวชาญหยิบยกเอาเรื่องราวต่างๆ ทางการเมืองที่เป็นปัญหาขึ้นมากล่าวในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ การกระทำใดๆ ก็ตามย่อมมีทั้งดีและเสีย ฉะนั้นผู้เขียนต้องคอยจับเอาเหตุการณ์ต่างๆ ที่มีผลดังกล่าวมาแยกแยะ แสดงความคิดเห็นและ อาจแนะแนวทางปฏิบัติ นอกเหนือจากที่ได้เป็นไปแล้ว ผู้เขียนบทความวิจารณ์การเมือง จะต้องเป็นผู้ติดตามข่าวคราวให้ทันเหตุการณ์ มีความรอบรู้ทั้งการเมืองภายใน และภายนอกประเทศ การเมืองในอดีตและปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยทำนายเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้

วิธีหาเนื้อหา
          ก่อนที่เขียนบทความ ผู้เขียนจำต้องสืบเสาะหาความรู้และเรื่องราวอันเป็นสาระมาเพื่อเป็นเนื้อหาแห่งการเขียน เพราะมิใช่เป็นการเขียนประเภทที่แต่ง หรือสมมติขึ้นเองได้ เราอาจหาเนื้อหาได้จากแหล่งต่างๆ ดังนี้
๑. จากการสัมภาษณ์ การซักถามสอบถามผู้รู้
๒. จากการสืบเสาะว่าที่ใดมีอะไรบ้าง ไปดูสถานที่ ไปพบบุคคล ไปดูเหตุการณ์การกระทำ
๓. จากข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์รายวัน ซึ่งเป็นข่าวสดใหม่ มีทุก ๆ ชนิดตั้งแต่ โจรกรรม ฆาตกรรม ฉ้อโกง การเมือง ตั้งแต่เรื่องใหญ่จนถึงเรื่องสามัญ นักเขียนบทความจะหยิบยกเรื่องจากข่าวสดมาเขียนได้เสมอ 
๔. จากหนังสือต่างๆ 
๕. จากบุคคลต่างๆ เริ่มจากบุคคลที่อยู่ใกล้ตัวเรา
๖. จากการเดินทางท่องเที่ยว
๗. จากปฏิทินในรอบปีซึ่งมีถึง ๑๒ เดือนนั้น มีเทศกาลมากมายหลายอย่าง ตั้งแต่พระราชพิธีจนถึงงานต่างๆ 
๘. จากวงการและสถานบันต่างๆ

วิธีเขียนบทความ
          การเขียนบทความให้ได้ดีนั้น ถ้าผู้เขียนรู้จักวางโครงเรื่องให้ดีก็จะช่วยการเขียนได้มาก เพราะโครงเรื่องจะช่วยควบคุมการเขียน ให้เป็นไปตามแนวคิดที่ กำหนดไว้ ทั้งยังเป็นการป้องกันมิให้เขียนวกวน ซ้ำกลับไปกลับมาอีกด้วย โครงเรื่องของบทความแบ่งเป็น ๓ ตอน คือ คำนำ เนื้อเรื่อง และสรุป 
๑. คำนำ เป็นการเกริ่นบอกกล่าวให้รู้ว่าจะเขียนเรื่องอะไร การขึ้นคำนำมีอยู่ ๒ แบบ คือ การกล่าวทั่วไปก่อนที่จะวกเข้าเรื่องที่จะเขียน และการกล่าว เจาะจงลงไปตรงกับหัวเรื่องที่จะเขียนเลยทีเดียวการเขียนคำนำ ต้องให้น่าอ่านชวนติดตาม เพราะผู้อ่านนิยมอ่านย่อหน้าแรกก่อน ถ้าเขียนคำนำ ต้องให้น่าอ่านชวนติดตาม
๒. เนื้อเรื่อง แบ่งเป็น ๒ ตอน คือ ส่วนแรกเป็นการขยายความ เมื่อเกริ่นในคำนำแล้วผู้อ่านยังติดตามความคิดได้ไม่ดีพอ ก็ต้องขยายความออกไป เพื่อช่วยให้เข้าใจได้มากขึ้น ส่วนที่สองเป็นรายละเอียด มีการให้สถิติ รวบรวมข้อมูล การเปรียบเทียบหรือยกตัวอย่างประกอบ แต่ต้องระวัง อย่าให้มากเกินไปจนน่าเกลียด
๓. สรุป เป็นส่วนที่แสดงทัศนะข้อคิดเห็นของผู้อื่น รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาที่มีด้วย
วิธีเขียนคำนำ 
 
          การเขียนคำนำเป็นตอนที่ยากที่สุด ถ้าเริ่มได้แล้วก็จะช่วยให้เรื่องดำเนินไป การเขียนคำนำจึงต้องการความประณีตมาก เพื่อเป็นเครื่องจูงใจผู้อ่าน ให้ติดตามเรื่องต่อไปจนจบ การเขียนคำนำมีหลายแบบดังนี้
๑. นำด้วยข่าว 
๒. นำด้วยการอธิบาย
๓. นำด้วยการเสนอความคิดเห็น
๔. นำด้วยการใช้คำที่ทำให้ผู้อ่านเกิดความสนใจ
๕. นำด้วยการบอกความสำคัญ
๖. นำด้วยการประชดประชันหรือเสียดสี
๗. นำด้วยคำถาม
๘. นำด้วยการสรุปใจความสำคัญของเรื่อง
๙. นำด้วยสุภาษิต คำคม บทกวี

วิธีเขียนเนื้อเรื่อง
          เนื้อเรื่องเป็นส่วนที่สำคัญและเป็นส่วนที่ยาวที่สุด รวมความคิดและข้อมูลทั้งหมด ย่อหน้าแต่ละย่อหน้าในเนื้อเรื่องจะต้องสัมพันธ์เป็นเรื่องเดียวกัน มีลำดับขั้นตอนไม่วกวนไปมา ก่อนที่จะเขียนบทความผู้เขียนจึงต้องหาข้อมูล หาความรู้ที่จะนำมาเขียนเสียก่อน การหาข้อมูลนั้นอาจได้จากการสัมภาษณ์ การสอบถามผู้รู้ การเดินทางท่องเที่ยว การอ่านหนังสื่อพิมพ์หรือหนังสื่อต่างๆ ในการเขียนเนื้อเรื่องควรคำนึงสิ่งต่างๆ ดังนี้
๑. ใช้ถ้อยคำที่ถูกต้องตามความหมาย ใช้ตัวสะกดถูกต้องตามพจนานุกรม
๒. ใช้สำนวนโวหารให้เหมาะกับเรื่อง เช่น ใช้ถ้อยคำที่เป็นทางการ ใช้ศัพท์เฉพาะในการเขียนบทความทางวิชาการ ใช้ถ้อยคำที่ดึงเป็นภาษาปาก คำแสลง ในการเขียนบทความทั่วไป
๓. มีข้อมูล เหตุผล สถิติและการอ้างอิงประกอบเรื่อง เพื่อให้เข้าใจง่ายและน่าเชื่อถือ
วิธีเขียนสรุป
          การเขียนบทความในส่วนสรุปหรือคำลงท้าย เป็นส่วนที่ผู้เขียนต้องการบอกให้ผู้อื่นทราบว่า ข้อมูลทั้งหมดที่เสนอมาได้จบลงแล้ว ผู้เขียนควรมีกลวิธี ที่จะทำให้ผู้อ่าน พอใจ ประทับใจ ส่วนสรุปนี้เป็นส่วนที่ฝากความคิดและปัญหาไว้กับผู้อ่านหลังจากที่อ่านแล้ว การเขียนสรุปหรือคำลงท้ายมีหลายแบบดังนี้ 
๑. สรุปด้วยคำถามที่ชวนให้ผู้อื่นคิดหาคำตอบ
๒. สรุปด้วยการแสดงความประสงค์ของผู้เขียน
๓. สรุปด้วยใจความสำคัญ
๔. สรุปด้วยการใช้คำกล่าว คำคม บทกวี
๕. สรุปด้วยการเล่นคำ

วิธีการตั้งชื่อบทความ
          การตั้งชื่อเรื่องนับว่าเป็นส่วนสำคัญมากส่วนหนึ่งที่จะดึงดูดความสนใจของผู้อ่าน และเป็นสิ่งแรกที่ผู้อ่านจะอ่านก่อนเสมอ ดังนั้นจะต้องเลือกคำ หรือข้อความ ที่สามารถคุมประเด็นให้ดีที่สุด ชวนให้อยากอ่านเนื้อหาในบทความนั้นๆ วิธีการตั้งชื่อมีหลายแบบดังนี้
๑. ตั้งชื่อเรื่องตามเนื้อหาสาระ 
๒. ตั้งชื่อเรื่องเป็นคำถาม
๓. ตั้งชื่อเรื่องโดยใช้คำที่มีความหมายขัดแย้ง
๔. ตั้งชื่อเรื่องโดยใช้คำพังเพย สุภาษิต คำคล้องจอง
๕. ตั้งชื่อเรื่องทำนองชักชวนให้ปฏิบัติตาม

ข้อเตือนใจสำหรับผู้ที่จะเป็นนักเขียนบทความ
๑. รู้จักตรอง แยกแยะระหว่างข้อเท็จและข้อจริง
๒. ขวนขวายใฝ่หาความรู้อยู่เนืองนิจ หมั่นสดับตรับฟังเรื่องราวต่างๆ ด้วยความพินิจพิเคราะห์
๓. พากเพียรหมั่นฝึกเขียน ปรับปรุงแก้ไขตนเองอยู่เสมอ 
๔. ก่อนจะเป็นนักเขียน ต้องเป็นนักอ่าน
๕. พยายามเขียนโดยปราศจากอคติ 
๖. เขียนเพื่อก่อประโยชน์แก่ส่วนรวม


---------------------------------------------------
source: http://www.mbanongbuaram.th.gs/web-m/banongbuaram/doc/howtowrite.doc

edit @ 29 Dec 2007 00:04:49 by muth